การลงทุนด้านความปลอดภัย

การลงทุนด้านความปลอดภัย (Safety Cost)

   การลงทุนเพื่อดำเนินการโครงการด้านความปลอดภัย เพื่อให้งานบรรลุถึงเป้าประสงค์ที่ต้องการ ในเชิงธุรกิจแล้วการลงทุนไปต้องการความคุ้มค่ามากที่สุด ต้องมีการควบคุม ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการดำเนินงานด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยบางครั้งไม่สามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเงินได้หรือคิดถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจได้ เป็นค่าใช้จ่ายที่จำเป็นต้องจ่ายเพื่อควบคุมโรคจากการทำงาน หรืออุบัติเหตุจากการทำงานไม่ให้เกิดขึ้น การลงทุนที่เกิดขึ้นแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายไปเกี่ยวกับ

1. ค่าใช้จ่ายหรือความสูญเสียเมื่อมีการนำเอาระบบความปลอดภัยเข้ามาใช้ (Pro-active costs) เป็นการลงทุนด้านความปลอดภัยของสถานประกอบการโดยตรง เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดจากมาตรการด้านการป้องกันที่กำหนดขึ้นป้องกันไม่ให้เกิดโรค เกิดการบาดเจ็บจากการทำงาน ค่าใช้จ่ายนี้ในทางธุรกิจสามารถคำนวณออกมาเป็นตัวเลขได้ เช่น การสูญเสียเนื่องจากมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยทำให้เสียเวลา ทำงานได้ช้าต้องระมัดระวังผลผลิต ปริมาณการผลิตลดลง ค่าใช้จ่ายที่เป็นเงินเดือน ค่าจ้างเจ้าหน้าที่มาปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการฝึกอบรม การเฝ้าระวังโรคจากการทำงาน ซื้อเครื่องดับเพลิงมาติดตั้ง ซื้ออุปกรณ์ป้องกันอันตรายมาใช้ ติดตั้งการ์ดป้องกัน ค่าเบี้ยประกันด้านสุขภาพ ด้านอุบัติเหตุ เงินส่งเข้ากองเงินทุนทดแทนเบี้ยประกันอัคคีภัยเป็นต้น

2. ค่าใช้จ่ายโดยตรงที่เกิดจากการเป็นโรคจากการทำงาน เกิดอุบัติเหตุการบาดเจ็บที่ต้องรักษาพยาบาล (Reactive costs) บางชนิดสามารถบอกเป็นตัวเงินได้ (Tangible Cost) เช่น การสูญเสียผลผลิตขณะเกิดอุบัติเหตุ ราคาความเสียหายของเครื่องจักร อาคาร ค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ ด้านการฟื้นฟุสมรรถภาพ เสียค่าเบี้ยปรับให้กับกองทุนประกัน ค่าใช้จ่ายบางชนิดไม่สามารถบอกเป็นตัวเลขได้ (Intangible Costs) เช่น ขวัญกำลังใจในการทำงาน เวลาที่เสียไปช่วงเกิดอุบัติเหตุ มีคนมุงดูกัน เวลาการฟื้นสภาพการทำงาน ระยะเวลา ประสบการณ์ของผู้เสียหาย เวลาที่ต้องเสียไปจากการอบรมคนให้มีความเท่าเทียมกันมากทดแทนได้ ภาพพจน์ของโรงงาน เช่น เกิดไฟไหม้คนตายมาก ภาพพจน์ไม่ดีเกิดกับบริษัท ลูกค้าอาจจะต่อต้านสินค้า เป็นต้น

ในด้านเศรษฐศาสตร์การลงทุนนั้น สามารถคำนวณหาจุดลงทุนที่เหมาะสมของโครงการด้านความปลอดภัยในสถานประกอบการได้ โดยทั่วไปพิจารณาปัจจัยประกอบหลายด้าน เช่น แนวโน้มสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคม สภาพปัญหาด้านการเงิน ความเร่งด่วนของงาน ด้านกฎหมายที่มีการบังคับใช้ ต้นทุนที่ต้องแข่งขันในตลาด ข้อบังคับหรือความต้องการของลูกค้า เป็นต้น

การสอบสวนอุบัติเหตุ (Accident Investigation)

   การเกิดอุบัติการณ์ อุบัติเหตุทุกๆ ครั้ง จำเป็นต้องมีการบันทึกสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริง เพื่อหาแนวทางในการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำขึ้น วัตถุประสงค์ของการสอบสวนอุบัติเหตุ

1. เพื่อค้นคว้าสาเหตุของอุบัติเหตุและสภาพอันตรายต่างๆ ให้เป็นแนวทางในการป้องกันอุบัติเหตุ โดยอาศัยการแก้ไขที่ถูกต้อง

2. ค้นหาความจริงของการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎ ตามระเบียบข้อบังคับ เป็นผลให้เกิดอุบัติเหตุ

3. เพื่อเปรียบเทียบว่ามีนโยบาย หรือวิธีการทำงานที่เปลี่ยนไปโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าหรือไม่

4. ให้ทราบผลของการเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ ความเสียหายอันเนื่องจากอุบัติเหตุ อันเป็นการกระตุ้นให้ฝ่ายบริหาร หัวหน้างาน คนงานให้สนใจในงานป้องกันอุบัติเหตุ

5. เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์อุบัติเหตุ และรวบรวมข้อมูลทางสถิติ

การสอบสวนอุบัติเหตุโดยการจำแนกอุบัติเหตุนั้น ทางปฏิบัติในการที่จะวิเคราะห์หาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุโดยใช้แนวทางของ The American Standards Association (ASA) เดิมที่เคยใช้ ASA Standard Z16.2 คือ “The American Recommended Practice for Compiling Industrial Accident Causes” ได้มีการเสนอแนะให้จำแนกสาเหตุไว้ 6 ประการ ได้แก่ ตัวต้นตอให้เกิดอุบัติเหตุ (Agency) ส่วนที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ (Agency part) สภาพการทำงานที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe condition) ชนิดของอุบัติเหตุ (The accident type) การกระทำที่ไม่ปลอดภัย (The unsafe act) องค์ประกอบด้านบุคคลที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe personal factor) ทั้ง 6 หัวข้อนี้เป็นแนวทางการสืบสวนอุบัติเหตุ โดยพิจารณาวิเคราะห์สาเหตุจากสภาวะแวดล้อมร่วมกับพฤติกรรมของคน (Environmental & Behavior) โดยการสอบสวนอุบัติเหตุ ต้องคำนึงถึงสาเหตุทางสภาวะแวดล้อมและพฤติกรรมของบุคคลอย่างไร

ต่อมามีการปรับปรุงแนวทางการค้นหาสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุจาก ASA Standard Z16.2 (1962) เป็นรูปแบบของ “Method of Recording Basic Facts Relating to Nature and Occurrence of Work Injuries” จำแนกสาเหตุไว้ 7 ประการ ให้ชัดเจนดังนี้

1. ลักษณะของการบาดเจ็บ (Nature of injuries)

2. อวัยวะของร่างกายที่ได้รับผล (Part of body affected)

3. จุดที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ (Accident type)

4. ชนิดของอุบัติเหตุ (Accident type)

5. สภาพของอันตราย (Hazardous conditions)

6. แหล่งกำเนิดอุบัติเหตุ (Agency of accident)

7. การกระทำที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe act)

จากหัวข้อที่กำหนดนี้ ได้มีการนำมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบตรวจสอบความปลอดภัย สำหรับงานอุตสาหกรรมโดยทั่วไปทำให้สามารถวิเคราะห์หาสาเหตุอุบัติเหตุได้เป็นรูปแบบเดียวกัน สามารถเปรียบเทียบผลกันได้ตลอดเวลา