ความปลอดภัยในการทำงาน

ความปลอดภัยในการทำงาน (Occupational Safety)

   ในงานภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย เช่น กิจการงานก่อสร้าง การผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม การขนส่ง การทำเหมืองแร่ การทำป่าไม้ มีการใช้แรงงานมาก สถิติที่คนงานต้องประสบอุบัติเหตุการบาดเจ็บ การตายจากการประกอบอาชีพมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้นทุกปี เนื่องจากลักษณะงานที่ซับซ้อน มีความเสี่ยงมาก การทำงานสภาพของการแข่งขันรีบเร่งทำงานแข่งกับเวลา การทำงานในที่สูง เจ้าของกิจการต้องการมุ่งแต่ผลผลิตจนกระทั่งขาดความสนใจในงานด้านความปลอดภัย ขาดอุปกรณ์ป้องกันอันตราย เช่น อุปกรณ์กันตก หรืออุปกรณ์เซฟตี้ต่างๆ จากการที่คนทำงานต้องพยายามปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยีใหม่ตลอดเวลานั้นจะเกิดปัญหาทางด้านจิตใจ เกิดความเครียดมีผลต่อการทำงานตามมา ประสิทธิภาพการทำงานลดลงและการบาดเจ็บมากขึ้น ในการทำงานถ้าระบบการทำงานไม่ดีพอจะเกิดความไม่ปลอดภัย ก่อให้เกิดอุบัติเหตุและการบาดเจ็บจากการทำงาน รัฐบาลโดยหน่วยงานที่รับผิดชอบของรัฐจากกระทรวงต่างๆ และฝ่ายจัดการของภาคเอกชนได้ให้ความสำคัญของงานด้านการป้องกันอุบัติเหตุและการบาดเจ็บมากยิ่งขึ้น รัฐได้ออกกฎหมายด้านความปลอดภัยในการทำงานเข้ามาควบคุมกิจการต่างๆ หลายฉบับทำให้เจ้าของกิจการต้องปฏิบัติตาม ทำให้งานความปลอดภัยเริ่มก้าวหน้าไปในทางที่ดี

ความปลอดภัยในการทำงานในที่สูงควรต้องมีอุปกรณ์กันตกเสมอ เพื่อช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นระวังปฎิบัติงานหรือปฎิบัติภาระกิจ หรือการปีนป่ายที่มีความสูง เป็นต้น งานที่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์กันตก คือ งานเช็ดล้างกระจกตึกสูงๆ งานทาสีผนัง หลังคา อาคารหรือตึกสูงๆ เนื่องจากเป็นการทำงานที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้ง่ายมาก อย่าถือว่าตัวเองมีความชำนาญ มีประสบการณ์มากจึงไม่ใช่อุปกรณ์กันตกเซฟตัวเองเอาไว้ ถือว่าเป็นความประมาทมาก แม้วันนี้คุณจะยังไม่เป็นอะไร แต่วันข้างหน้าไม่แน่นอนปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด ในกีฬาหรือการออกกำลังกายที่ต้องปีนป่ายหนาผาจำลอง ตามยิมต่างๆ ก็จะมีการเซฟด้วยอุปกรณ์กันตกเสมอเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดกับผู้ที่ออกกำลังกาย นอกจากนี้กีใาปีนเขาที่ปีนกันจริงๆ หรือนักปืนเขาจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าจะต้องมีการเซฟอย่างดีเพื่อป้องกันอันตราย และด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้อุปกรณ์กันตกมีความแข็งแรงคงทนมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ที่ใช้งานมากที่สุด นอกจากนี้ทางบริษัท หรือหน่วยงานก็ควรที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์กันตกให้ละเอียด เพื่อที่ผู้ใช้จะได้เข้าใจ และสามารถใช้งานได้อย่างถูกต้อง

งานด้านการเพิ่มผลผลิตและงานด้านความปลอดภัยในภาวะปัจจุบัน เจ้าของกิจการต่างๆ สนใจดำเนินการเป็นอย่างมากทำให้วิชาการด้านความปลอดภัยในการทำงาน (Industrial Safety) มีการพัฒนามากยิ่งขึ้น คือ แทนที่จะคำนึงถึงแต่การเพิ่มด้านผลผลิต (Production) เพียงอย่างเดียวก็หันมามองถึงการลดการสูญเสียของกำลังงาน (Manpower) และด้านวัตถุดิบ (Resource) ฝ่ายจัดการพยายามที่จะผลักดันและปรับคนงานให้มีขีดความสามารถที่จะปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา เช่น มีการพัฒนาแรงงานจัดให้มีฝึกอบรมให้การศึกษาแบบต่อเนื่องรวมทั้งการให้สวัสดิศึกษาแก่คนงานตลอดเวลา ในการนี้จะสามารถช่วยลดสถิติเกี่ยวกับอุบัติเหตุและการบาดเจ็บในการทำงานลงได้อย่างดียิ่ง

งานด้านความปลอดภัยในการทำงาน (Industrial Safety) ในประเทศไทยนั้น ยังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควรเนื่องจากการทำงานด้านนี้เป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูง ผลตอบแทนที่ได้รับกลับคืนมานั้นอาจจะมองไม่เห็นเป็นตัวเลขอย่างเด่นชัด ประเทศไทยเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา มีโรงงานอุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย โรงงานอุตสาหกรรมที่เกิดขึ้นนั้นมักจะเป็นโรงงานขนาดเล็ก หรือเป็นอุตสาหกรรมในครอบครัว โรงงานขนาดใหญ่ที่มีคนงานมากและมีเงินทุนสูงมีน้อย

สถิติอุบัติเหตุและการบาดเจ็บเกิดมาจากโรงงานขนาดเล็กที่ขาดการดูแล สาเหตุหรือปัจจัยของโรงงานขนาดเล็กที่ไม่สามารถปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยได้ มีสาเหตุ เช่น โรงงานขนาดเล็กมีเงินทุนน้อยไม่สามารถที่จะจ้างผู้มีประสบการณ์ที่มีความรู้ หรือผู้ชำนาญการทางด้านความปลอดภัยเข้ามาทำงานในโรงงานได้ ด้านเศรษฐกิจผลกำไรตอบแทนโรงงานขนาดเล็กมีผลกำไรตอบแทนน้อย เมื่อเทียบกับโรงงานขนาดใหญ่ ถ้าหากต้องนำเงินมาลงทุนเกี่ยวกับงานความปลอดภัยแล้วจะกระทบกระเทือนต่อเจ้าของกิจการทำให้เจ้าของกิจการไม่กล้าลงทุนทำงานด้านนี้

ทางด้านเจ้าของกิจการหรือฝ่ายจัดการมองไม่เห็นถึงความสำคัญของงานด้านความปลอดภัย คนงานหรือหัวหน้างานไม่กล้าที่จะเสนอเอางานด้านนี้เข้าไปทำ เนื่องจากกลัวปัญหาเกี่ยวกับนโยบายการทำงานของเจ้าของกิจการ ด้านการรวบรวมข้อมูลสถิติ และการจดบันทึกรายงาน ยังไม่มีหน่วยงานใดที่ทำได้อย่างสมบูรณ์ ทำให้ขาดสถิติด้านอุบัติเหตุ ซึ่งมีผลคือทำให้ไม่สามารถวิเคราะห์และประเมินผลออกมา เพื่อหาสาเหตุและแนวทางในการแก้ไขได้ ขาดหน่วยงานกลางที่จะทำหน้าที่โดยตรงทางด้านนี้ รวมทั้งด้านการประชาสัมพันธ์งานด้วย ในขณะนี้ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีหน่วยงานที่ทำหน้าที่นี้อยู่บ้าง แต่ละหน่วยงานจะทำงานสนองนโยบายของหน่วยงานตนเองเท่านั้น หรือบางครั้งการทำงานขาดการประสานงานกัน ก่อให้เกิดความสับสนกับเจ้าของกิจการโดยเฉพาะพวกกิจการขนาดเล็ก เพราะอาจจะไม่มีคนที่จะไปติดต่อทำความเข้าใจ