จิตวิทยาอุตสาหกรรม

การส่งเสริมด้านความปลอดภัยโดยคำนึงถึงหลักจิตวิทยาอุตสาหกรรม

   เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น แสดงว่าต้องมีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติในระบบงาน มีบางที่หรือบางคน ไม่ได้สนใจเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุ ต้องรู้และควบคุมสิ่งที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ รวมทั้งสภาพร่างกาย จิตใจของคนงาน และการกระทำที่ปลอดภัยต่างๆ สิ่งที่ผู้รับผิดชอบควรจัดดำเนินการเพื่อความปลอดภัย เช่น มีการวิเคราะห์อันตรายจากงานนั้นๆ ตั้งกฎความปลอดภัยที่สามารถบังคับได้ จัดให้มีความรู้เรื่องความปลอดภัยเพียงพอ ส่งเสริมให้คนงานสนใจเรื่องความปลอดภัย จัดระบบงานให้แน่นอนคงที่ พยายามแก้ไขพัฒนาสภาพการทำงานที่ปลอดภัย งานการส่งเสริมด้านความปลอดภัย เช่น

1. การส่งเสริมด้านสุขภาพจิตของคนงาน ให้ผู้รับผิดชอบอยู่อย่างใกล้ชิดมีการสอน และฝึกความปลอดภัยสำหรับคนงานอย่างเพียงพอ ส่งเสริมความปลอดภัยอย่างเปิดเผย แพร่หลายให้ลูกจ้างมีส่วนในด้านการรักษาความปลอดภัย เพื่อความภาคภูมิใจ จัดรายการกำหนดการประชุมเพื่อปรึกษาหารือเรื่องความปลอดภัยมีการตอบต่อสื่อความหมายระหว่างผู้ควบคุมกับลูกจ้างให้ดีพอ

2. การส่งเสริมด้านภาพร่างกายของคนงานควรจัดให้มีการตรวจสภาพร่างกายการตรวจควรจัดเป็นระยะ จัดงานให้เหมาะสมแก่ร่างกายของคนงาน มีสวัสดิการทางการแพทย์ดี ตรวจร่างกายของคนงานอย่างละเอียด เมื่อมีการสับเปลี่ยนหน้าที่การงาน ต้องนึกอยู่เสมอว่าข้อบกพร่องในร่างกายของคนงาน ย่อมมีผลต่องานในหน้าที่โดยเฉพาะงานหนักจะก่อเกิดความยุ่งยากภายหลังได้

3. การจัดการด้านความปลอดภัยในการทำงาน และการป้องกันอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมอาจมีแนวทางที่จะหาทางป้องกันอุบัติเหตุ เช่น

1) การวางระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย การวางระเบียบ หมายถึง การวางข้อกำหนดต่างๆ ที่จะต้องจัดทำ เช่น การกำหนดให้มีผู้ดูแลในสภาพการทำงานทั่วไป การก่อสร้าง การดูแลรักษาตรวจตรา การทดสอบและการใช้เครื่องจักร หน้าที่ของนายจ้างและลูกจ้าง การฝึกอบรมการควบคุมตรวจตราทางการแพทย์ การให้การปฐมพยาบาลและการตรวจร่างกายลูกจ้าง

2) การวางมาตรฐาน เช่น การจัดวางมาตรฐานความปลอดภัยในการสร้างเครื่องมือในอุตสาหกรรม ความปลอดภัยและการทำงานเกี่ยวกับร่างกายหรือเครื่องป้องกันเฉพาะบุคคลเป็นต้น

3) การตรวจตราดูแล หมายถึง การให้อำนาจแก่ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบที่วางไว้

4) การค้นคว้าและวิจัยทางเทคนิค ได้แก่ การค้นคว้าและวิจัยเรื่องต่างๆ ที่ต้องการทราบเกี่ยวกับสิ่งของและวัสดุที่เป็นอันตราย เช่น การศึกษาเครื่องป้องกันอันตรายจากเครื่องจักรและการทดสอบหน้ากากช่วยหายใจ และตรวจวิธีการป้องกันก๊าซและฝุ่นละอองจากการระเบิด หรือการค้นคว้าหาวัตถุ และออกแบบเครื่องมือที่ใช้ยกของให้เหมาะสม เป็นต้น

5) การวิจัยทางการแพทย์ ได้แก่ การวิจัยโดยเฉพาะเป็นเรื่องๆ การตรวจสอบทางสรีรวิทยา พยาธิวิทยา ซึ่งมีผลกระทบกระเทือนมาจากสิ่งแวดล้อมประกอบทางเทคนิคต่างๆ ซึ่งเป็นทางนำไปสู่การประสบอุบัติเหตุในอุตสาหกรรม

6) การวิจัยทางจิตวิทยา ให้มีการตรวจสอบทางจิตวิทยาซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การแก้ไขการประสบอุบัติเหตุในการทำงาน

7) การวิจัยทางสถิติ เพื่อจะให้ทราบได้ว่าการประสบอันตรายหรือประสบอุบัติเหตุชนิดไหนที่ได้เกิดขึ้น เกิดขึ้นอย่างไร จำนวนเท่าใด เกิดกับคนประเภทไหน ในการทำงานชนิดใด และมีสาเหตุอย่างไร ทั้งนี้เพื่อเป็นแนวพิจารณาทางแก้ไขและป้องกัน

8) การให้การศึกษา ให้มีการสอนว่าด้วยความปลอดภัยในโรงเรียนการช่าง ในโรงเรียนพาณิชย์ หรือในการฝึกอบรมการปฏิบัติงาน

9) การอบรม การฝึกอบรมคนงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนงานใหม่ให้รู้จักเครื่องใช้การใช้เครื่องมือป้องกันอันตราย และให้มีความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัย

10) การชักชวน โดยวิธีการพิมพ์โฆษณาข้อเตือนใจคนงาน เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน ชักชวนและขอร้องให้คนงานระมัดระวังในการทำงาน

11) การประกันภัย ส่งเสริมให้มีการป้องกันการประสบอุบัติเหตุในการทำงาน โดยบริษัทประกันภัยจะลดอัตราเบี้ยประกันแก่กิจการที่มีความปลอดภัยอยู่ในระดับสูง

12) การจัดให้มีมาตรการรักษาความปลอดภัยเป็นการภายในกิจการของตนเอง

จากแนววิธีการที่จะส่งเสริมความปลอดภัยในการทำงาน และการป้องกันอุบัติเหตุในโรงงานอุตสาหกรรมทั้ง 12 ข้อนั้น จะเห็นได้ว่า การป้องกันอันตรายย่อมต้องการความร่วมมือจากบุคคลหลายฝ่าย เป็นต้นว่า ผู้ร่างกฎหมายบังคับ ข้าราชการ นักวิชาการ ผู้ชำนาญงานสาขาต่างๆ แพทย์ นักจิตวิทยา นักสถิติ ครู และที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องได้รับความร่วมมือจากนายจ้างและคนงาน